Friday, March 30, 2012

จากแอลเบิร์ต ไอน์สไตล์ ถึงกองขี้หมา” มองพุทธศาสนาผ่านสายตาน้องเดียว


านแล้วก็รู้สึกดีที่มีเยาวชนสนใจธรรมะจริงๆ ทำให้มีความหวังว่าโลกนี้จะไม่เลวร้ายไปมากกว่านี้

http://www.kbeautifullife.com/health_wellness/print_data.php?id=65&type=impress

“จากแอลเบิร์ต ไอน์สไตล์ ถึงกองขี้หมา” มองพุทธศาสนาผ่านสายตาน้องเดียว

มีบางเรื่องและบางคำถามในโลกนี้ที่เราใช้เฉพาะกับคนที่เป็น ผู้ใหญ่เท่านั้น แต่สำหรับน้องเดียว - เด็กชายพัทธดนย์ เกลี้ยงจันทร์ เด็กชายวัย 9 ขวบคนนี้ พูดได้เต็มปากว่าสามารถใช้คำถามเดียวกับผู้ใหญ่หรือพูดคุยกับเขาแบบผู้ใหญ่ ได้เลย


เจ้าหนูอัจฉริยะ หรือแชมป์เกมทศกัณฐ์เด็กคนนี้ ไม่เพียงแต่รอบรู้และจดจำในเรื่องการทายใบหน้าของ
บุคคลในโลก แต่เขายังรอบรู้ในทุกเรื่อง ไม่เฉพาะทางโลกแต่ยังรวมไปถึงทางธรรม และสนใจจนถึงขั้นเอ่ย
ปากขอแม่บวชเป็นสามเณรด้วยตนเอง พูดมากไปก็จะหาว่าอวดอ้าง มารู้จักตัวตนของเด็กที่ผู้ใหญ่ยังอายใน
เรื่องการมองโลกของเขากันเลยดีกว่า
ทำไมน้องเดียวถึงอยากจะบวชครับ
ผมชอบอ่านหนังสือครับ วันหนึ่งได้อ่านหนังสือธรรมะ รู้สึกว่านักวิทยาศาสตร์มีหลายคน แต่พระพุทธเจ้ามีเพียงพระองค์เดียวในโลกเท่านั้น หลายคนบอกว่าถ้าเราได้ศึกษาธรรมะและได้ปฏิบัติ เราจะมีความสุข ผมเลยอยากลองปฏิบัติดูบ้าง ไปบอกแม่ว่าขอบวชได้ไหมเพราะการอ่านจากตำราเป็นเพียงทฤษฎี แต่เราเป็นผู้ชายสามารถปฏิบัติจริงได้ แม่ผัดผ่อนมาเรื่อยๆ เพราะเป็นห่วงว่ายังเด็ก อ้างว่าคิวยังไม่ว่างทั้งการเรียนและการทำงาน จนได้เจอพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี มีคิวว่างตรงกับท่าน เลยขอแม่อีกครั้ง แม่ยอม เลยได้บวชที่วัดศรีศักดารามจังหวัดเชียงราย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นเวลา 1 สัปดาห์ครับ
เด็กทั่วไปจะชอบอ่านหนังสือการ์ตูน แต่ทำไมน้องเดียวถึงเลือกหยิบหนังสือธรรมะขึ้นมาอ่าน
จริงๆ ผมชอบอ่านหนังสือหลายแนวครับ ทั้งวิทยาศาสตร์ประวัติศาสตร์ ชีวประวัติบุคคลสำคัญ สามก๊ก
ฉบับสมบูรณ์ที่เป็นเล่มหนาๆ ผมอ่านจบไปแล้ว 10 รอบ ที่ห้องนอนของผมตอนนี้มีหนังสือสี่ห้าร้อยเล่ม ค่าซื้อ
หนังสือแพงกว่าอะไรทั้งหมดจนแม่ถามว่า “อ่านหนังสือหรือต้มหนังสือกินเนี่ย” เพราะซื้อทุกเดือน เคยซื้อที
เดียว 30 เล่ม หมดเงินไปหกพันบาท เริ่มอ่านตอนแปดโมงเช้า พอห้าโมงเย็นก็อ่านจบทุกเล่ม ผมชอบอ่าน
หนังสือมาก อาจเป็นเพราะตอนอยู่ในท้องแม่อ่านให้ฟังตลอด

ที่ผมชอบอ่านหนังสือธรรมะ เพราะธรรมะคือธรรมชาติ สามารถมองเห็นได้จากรอบตัว บางคนบอกว่าไม่เห็น นั่นอาจเป็นเพราะไม่เคยสังเกต พอได้อ่านหรือฟังธรรมะแล้วเราสามารถยกมาเป็นข้อคิดในชีวิตประจำวันได้ เช่น เรื่องเรียน เราต้องมีความขยันหมั่นเพียรและมีสมาธิเวลาแข่งกีฬาก็ต้องรู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักให้อภัย และมีความเมตตาต่อผู้อื่น
เล่าถึงกิจของสามเณรให้ฟังหน่อยสิครับ
ที่วัดผมจะมีพระอาจารย์ ว. และพระอาจารย์อมรวิชญ์ซึ่งเป็นเพื่อนของพระอาจารย์ ว. เป็นพระพี่เลี้ยง
ท่านคอยสอนผมทุกเรื่อง เช่น การเดินจงกรม การนั่งสมาธิ การทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ทุกวัน ผมต้องตื่นนอนตอนตีสี่มาทำวัตร หลังจากนั้นก็ไปบิณฑบาต ต้องเดินประมาณสองกิโล แต่ไม่เหนื่อย เมื่อชาวบ้านมีจิตศรัทธามาตักบาตร เราก็ต้องไปรับศรัทธานั้น พระอาจารย์สอนว่า เวลาเดินไปรับอาหารตอนบิณฑบาตให้คิดว่า เราไม่ได้ฉันอาหารเพื่อความอร่อย ไม่ได้อยู่เพื่อกิน แต่กินเพื่อให้ร่างกายหมดทุกข์จากความหิว จะได้ปฏิบัติธรรมอย่างไม่มีทุกข์ เวลาบิณฑบาตต้องเดินเท้าเปล่า ก็เจ็บเท้าบ้างครับเพราะเคยใส่รองเท้ามาตลอด ความที่ไม่ชินทำให้เท้าแตกและลอกเวลา

บิณฑบาตแล้วไปเจอขี้หมากองอยู่ตรงหน้า เดินหลบไหมครับ
ถ้ามีทางกว้างๆ ก็หลบ คิดดูนะครับว่าถ้าพระมีขี้หมาติดเท้า จะน่าเชื่อถือไหม แทนที่จะฟังธรรม ความ
สนใจของคนอาจจะไปอยู่ที่เท้าของพระแทน อีกอย่างพระต้องมีความสำรวมในหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ เราไม่ได้เลี่ยงแบบอึ๋ยย์ เราแค่ก้าวเท้าข้ามมันไป พระอาจารย์ ว. สอนไว้ว่า การเดินบิณฑบาตก็เหมือนการเดิน
จงกรม ต้องมีสติ ถ้าเดินไปเหยียบขี้หมา ถามว่าเรามีสติไหม การเดินเท้าเปล่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เรามีสติ เราต้องมีสติอยู่ที่เท้าเสมอ ก้าวเท้าขวาหนอ ย่างซ้ายหนอ ให้รู้ว่ากำลังจะเหยียบอะไร

บิณฑบาตเสร็จก็ไปฉันเช้า กวาดลานวัด แล้วเดินจงกรมที่ท้องนา เพราะสงบและร่มรื่น กลับมาถึงวัดก็ฉันเพล พอฉันเพลเสร็จพระอาจารย์ ว. ก็จะเล่านิทานให้ฟัง เป็นนิทานแฝงคติธรรม บอกว่าชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติบุคคลสำคัญ 
มีใครที่ชื่นชอบเป็นพิเศษไหมครับ
แอลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ครับ เพราะเขาติงต๊อง (หัวเราะ) เมื่อผ่าสมองของไอน์สไตน์ออกมา พบว่าสมอง
ของเขาเบากว่ามนุษย์ทั่วไปมากเขามีไอคิวแค่ 150 เองนะครับ เดี๋ยวนี้มีเด็กที่ไอคิวสูงกว่า 150 มากมายแต่
รอยหยักในสมองของไอน์สไตน์เยอะมาก ตอนเด็กๆ เขาไม่ค่อยพูดจนพ่อแม่สงสัยว่าเป็นใบ้ ผมว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่ใช้ธรรมชาติได้ดีที่สุด ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของเขาก็คือธรรมชาติ ตอนที่เขาป่วยอยู่ในโรงพยาบาล มีคนเอาหนังสือเกี่ยวกับศาสนาพุทธไปให้เขาอ่าน ตอนบั้นปลายของชีวิตเขาหันมาสนใจศึกษาศาสนาพุทธ เขาบอกว่าศาสนาพุทธเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้จริง

อีกคนหนึ่งที่ชอบคือ ทอมัส แอลวา เอดิสัน เขาสามารถใช้ความพิการทางหูของเขาได้ดีมาก มีคนว่าเขามากตอนเขาประดิษฐ์อะไรที่แปลกไปจากคนอื่น แต่ความที่เขาไม่ได้ยิน ไม่ว่าใครจะว่าหรือชม เขาก็ไม่ได้ยิน นี่ทำให้เขามีสมาธิในการทำงาน ตั้งใจในสิ่งที่ทำอย่างเดียวตอนเด็กเขาก็เป็น “เจ้าหนูทำไม” มีครั้งหนึ่งเขาถามแม่ว่า ทำไมห่านต้องกกไข่ แม่บอกว่าความร้อนจะช่วยในการฟักไข่ ตกเย็นเขาหายไป แม่ตามหาพบว่าเขาไปนั่งกกไข่ห่านอยู่จนหลับคาไข่เลย (หัวเราะ) รู้สึกอย่างไรครับเวลาเห็นพ่อแม่หรือคนแก่มาไหว้เราซึ่งยังเป็นเด็ก
คิดว่าเราต้องทำตัวให้สมกับ ที่เขาเลื่อมใส ก่อนหน้านี้เคยแต่ไหว้ผู้ใหญ่ ตอนนี้มีผู้ใหญ่มาไหว้ เป็นเพราะเขาศรัทธาและนับถือ เราจึงต้องทำตัวให้ดี สิ่งหนึ่งที่ได้จากการบวชครั้งนี้ก็คือ พ่อกับแม่รับฟังสิ่งที่ผมพูดมากขึ้น ผมเป็นคนรักหนังสือ มีความรู้ที่ได้รับมาจากการอ่านแล้วถ่ายทอดให้พ่อกับแม่ฟังได้ แต่มีหลายครั้งที่บอกพ่อกับแม่แล้วแต่ท่านไม่ฟัง เพราะเรายังเป็นเด็ก คงเหมือนกันคนที่เก่งแบบหมอ แต่ไม่ใช่หมอ เวลาไปพูดไปสอนคน เขาจะเชื่อคนที่เป็นหมอจริง มากกว่าคนที่เพียงแค่เก่ง แต่ไม่ได้เรียนจบด้านนี้มา ก่อนหน้านี้ผมเคยบอกพ่อแม่เกี่ยวกับธรรมะแต่ท่านไม่ค่อยเชื่อเท่าไร เพราะผมไม่ใช่พระ แต่พอบวช เหมือนเราได้รับประกาศนียบัตรในวิชาชีพนี้มาแล้วเวลาไปพูดท่านก็เชื่อมาก ขึ้น
มีเรื่องหนึ่งที่ผมสงสัย พระพุทธเจ้าบอกว่า การเรียนรู้พระธรรมไม่ได้ยากเลย ถ้าศึกษาแล้วจะมีความสุข แต่ผมเห็นว่า ทำไมคนที่เข้าวัดเข้าวาถึงมีแต่คนแก่กับคนที่มีทุกข์ ทำไมเราไม่ปลูกฝังให้คนหันมาเข้าวัดตั้งแต่เด็ก เพราะถ้าเด็กรุ่นผมมีธรรมะในใจ โตขึ้นเขาจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของสังคม
เปรียบเทียบระหว่างก่อนบวชกับหลังบวช คิดว่ามีอะไรในตัวที่เปลี่ยนไปบ้างครับ
รู้สึกว่าตัวเองนิ่งขึ้นครับ การบวชทำให้เรามีจิตใจที่สงบขึ้น และอย่างที่บอก พูดอะไรไปคนรอบข้างก็เชื่อมากขึ้น เพื่อนบางคนก็มาถามเกี่ยวกับพุทธประวัติ สำหรับผม การบวชถือเป็นการหาประสบการณ์ชีวิตที่สำคัญเพราะได้ข้อคิดหลายอย่าง พุทธศาสนาอันมีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา มีพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีเป้าหมายคือนิพพาน แต่ก่อนที่จะก้าวไปถึงนิพพานได้ต้องมีศีล สมาธิ ปัญญา ต้องปฏิบัติถึงขั้นพระอรหันต์ก่อน หลังจากนั้นถึงได้บรรลุนิพพาน แต่ผมไม่ได้มองตรงนั้น เพราะยังเด็ก ผมศึกษาธรรมะเพื่อเป็นข้อคิดในการดำรงชีวิตในแต่ละวันให้มีความสุขก็พอ 

มีช่วงไหนของการบวชที่คิดว่าน่าเบื่อบ้าง
สำหรับผมไม่มี เพราะการใช้ชีวิตในสมณะเพศนั้น ทุกวินาทีเป็นประสบการณ์ที่มีค่า เรื่องความไม่สบายในการบวชอาจมีบ้าง เช่น ต้องนอนกางมุ้ง ทั้งที่อยู่ที่บ้านไม่เคย ที่วัดไม่มีแอร์ มีแต่พัดลม ผม ท่าน ว. กับพระอีกรูป ต้องนอนในโบสถ์ตรงหน้าพระประธาน มีพัดลมแค่ตัวเดียว แปลกมากตอนแรกคิดว่าร้อนแน่ แต่นอนไปๆ กลับรู้สึกเย็นโดยไม่รู้ตัว ส่วนหนึ่งอาจมาจากจิตใจที่สงบ เมื่อใจเย็น ตัวก็เย็น
คิดว่าท่าน ว. คงสอนน้องเดียวหลายอย่าง เรื่องไหนที่รู้สึกประทับใจเป็นพิเศษและได้นำมาปฏิบัติจนเกิดผล
เรื่องการรู้จักประมาณตนครับ ท่านย้ำมากว่าคนเราถ้าไม่รู้จักประมาณตนหรือทำอะไรเกินเลยก็จะเหมือน
ไก่ที่ขันมากไป เพราะคิดว่าพระอาทิตย์จะไม่ขึ้น ขันจนเหนื่อยและสุดท้ายก็ตาย เวลาจะทำอะไรให้รู้จัก
ประมาณตนเองว่าเรื่องนี้เราทำได้แค่นี้ มีความสามารถแค่นี้ ถ้าทำเกินเลย ร่างกายของเราก็จะไม่สบาย

อีกเรื่องที่ได้นำมาใช้คือ เรื่อง “สบายเดย์” เป็นภาษาธรรม แปลว่าวันที่สบายๆ วันพักผ่อน คนสมัยนี้ทำงานจนลืมพักผ่อน พระอาจารย์สอนว่า ในการทำงาน คนต้องสำราญ งานจึงสำเร็จ ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาทำอย่างเดียว ควรจะพักเพื่อจะได้ไม่เครียด พระอาจารย์บอกว่าในหนึ่งสัปดาห์ทุกคนควรมีวันสบายเดย์หรือวันขี้เกียจหนึ่ง วัน ตอนผมบวชก็มีวันหนึ่งที่ท่านพาไปซื้อหนังสือมาอ่าน หลังจากนั้นก็พาไปน้ำตก รู้สึกว่าสบายจริงๆ ครับ
ถ้าสมมุติว่าโลกนี้เป็น เหมือนโลกในวิดีโอเกม เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ คนพาล และอบายมุขซึ่งเพิ่มขึ้นทุกวัน น้องเดียวคิดว่าธรรมะเพียงอย่างเดียวจะปราบอธรรมเหล่านี้ได้ไหม
การจะทำให้โลกนี้มีแต่คนดีทั้งโลกคงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ต้องมีทั้งคนดี คนที่ทำผิด ซึ่งแล้วแต่เวร
แล้วแต่กรรม (ยิ้ม) ถามว่าธรรมะจะเอาชนะได้ไหม ผมว่าถ้าเราปลูกฝังเยาวชนรุ่นใหม่ๆ ให้หันมาสนใจธรรมะ
มากขึ้น โลกก็จะเย็นลง การไปสอนผู้ใหญ่ซึ่งผ่านประสบการณ์ในชีวิตเยอะอาจเป็นไปได้ยาก เพราะไม้แก่ดัดยาก แต่เด็กยังพอดัดได้ ถ้าเราปลูกฝังธรรมะให้เขาตั้งแต่ตอนนี้ อย่างน้อยโตขึ้นเขาก็ยังพอรู้ว่าสิ่งไหนที่ทำ
แล้วดีและสิ่งไหนที่ทำแล้วไม่ดี ส่วนจะทำหรือไม่ทำขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของเขา ผมว่ามันต้องทำสองอย่างควบคู่กันไป คือผู้ใหญ่ต้องให้ความสำคัญ ในขณะที่เด็กก็ต้องเอาใจใส่ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปก็คงไม่สำเร็จ

เด็กนี่มีความทุกข์ไหม...อะไรคือความทุกข์ของเด็ก
ผมก็ยังไม่รู้เลยนะครับว่าความทุกข์คืออะไร บางทีเมื่อมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้นหรือโตขึ้น มีงานทำ
ผมอาจจะบอกได้ (ถ้าอย่างนั้นอะไรที่จะทำให้ไม่สบายใจได้บ้าง) การอดกินข้าวมื้อกลางวันครับ ไม่ได้ทุกข์มาก แต่โกรธตัวเองที่ลืม เพราะมัวแต่เล่น เตะฟุตบอล และซ้อมกลองอยู่ ตอนได้ยินสัญญาณคิดว่าเขาให้ลงไปกินข้าวได้แล้ว กำลังจะลงไปกิน ที่ไหนได้เป็นสัญญาณให้ขึ้นเรียน เลยอดกิน ไม่น่าเลย (ทำท่าเหมือนเจ็บใจ)

ถ้าถามว่าความสนุกระหว่างการเล่นเกมกับการบวชเป็นพระต่างกันอย่างไร
การเล่นเกมก็สนุก แต่เป็นความบันเทิงเพียงแค่ช่วงหนึ่ง แต่การบวชเป็นพระให้อะไรหลายอย่างกว่า
เพราะได้ทั้งความสนุกและแง่คิด การที่คนเราเกิดมาแล้วได้บวชถือว่าไม่เสียชาติเกิด ในอนาคตไม่แน่ว่าจะ
บวชอีกหรือไม่ แต่ยังไงตอนนี้ผมก็มีธรรมะอยู่ในใจที่จะช่วยในการดำรงชีวิตแล้ว และผมก็ได้ประกาศนียบัตรติดตัวมาแล้ว เป็นใบประกาศที่ใช้ได้ทุกสาขาอาชีพจริงๆ และวิชาพระพุทธศาสนาก็เป็นวิชาที่เป็นรากฐานของทุกวิชาจริงๆ

ยกตัวอย่าง ความมีเหตุมีผลคือวิชาวิทยาศาสตร์ พระธรรมมาจากธรรมชาติ ก็เป็นพื้นฐานของวิชาสังคม
เพราะเมื่อรู้ธรรมะแล้วก็สามารถนำไปปรับปรุงตัวให้อยู่ในสังคมได้อย่างมี ความสุข เป็นพื้นฐานของวิชาการงานได้ เพราะทำให้เรารู้จักที่จะดำรงชีวิตในการทำงานให้ดี เป็นพื้นฐานของวิชาคณิตศาสตร์ก็ได้ เพราะ
คณิตศาสตร์คือการใช้สมอง อย่างตอนเดินจงกรมก็ต้องนับ ย่างหนึ่งย่างสอง ย่างสาม (หัวเราะชอบใจ) เป็นพื้นฐานของวิชาศิลปะก็ยังได้อีก เพราะธรรมะสอนให้รู้จักใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะ จะเป็นแบบอาจารย์เฉลิมชัยก็ได้ เพราะชีวิตนี้ การจะทำอะไร “มันต้องใส่จิตวิญญาณ” (พูดและทำท่าทางเลียนแบบ) 

คิดว่าอะไรที่หล่อหลอมให้เป็นเด็กฉลาดแบบนี้ครับ
ส่วนหนึ่งคงมาจากพ่อแม่ด้วย ครับ พ่อแม่ผมเอาใจใส่เรื่องการอ่านหนังสือ เรื่องการสวดมนต์ พาไปวัดไปวา อีกส่วนหนึ่งก็คือหนังสือที่อ่านและโรงเรียนสาธิตประสานมิตร โรงเรียนเหมือนสถานที่ที่จุดทางสว่างให้เรา ถ้ามีเด็กวัยเดียวกันมาถามว่า เราอยากฉลาดเหมือนเดียวบ้าง ควรทำอย่างไร ก็จะบอกเขาว่า เราไม่ได้ฉลาดอะไรมากมายหรอก ผมเชื่อว่าการใฝ่รู้จะทำให้เราฉลาดขึ้น การอ่านหนังสือช่วยได้มากครับ ทุกอย่างที่ผมพูดหรือคิดมาจากหนังสือทั้งนั้นรู้สึก
อย่างไรที่มีคนยกให้น้องเดียวเป็นเด็กอัจฉริยะ
ผมว่าผมยังห่างไกลคำว่าอัจฉริยะครับ เพราะคำว่าอัจฉริยะต้องมีหลายอย่างประกอบกัน ทอมัส แอลวา
เอดิสัน บอกว่า ความอัจฉริยะในความหมายของเขามีพรสวรรค์เพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นความพยายามทั้งนั้น สำหรับผม คนเก่งหาได้ทั่วไป เพื่อนผมก็เก่งๆ กันหลายคน แต่ถ้ามีคนชมว่าผมเป็นคนดี เป็นเด็กดี ผมจะภูมิใจมากกว่าครับ

Saturday, February 18, 2012

still looking for way(s) to stay organized... the problem is I have too many "tools" to keep me organize, and I simply cannot organize all my "tools"

ยังคงหาทางจัดระเบียบให้กับตัวเองอยู่... ปัญหาคือผมมี "อุปกรณ์ทุ่นแรง" ในการจัดระเบียบอยู่มากเกินไป แล้วก็ไม่รู้จักเก็บมันให้เป็นที่เป็นทางด้วย

Tuesday, July 05, 2011

เรื่อง วัวๆ ควายๆ

มีคนหลายคนที่ไม่พอใจกับผลของการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายคนไม่พอใจถึงขนาดเรียกชาวอีสาน หรือชาวเหนือ (หรือคนที่เลือกต่างจากพวกเขา) ว่า ควาย โง่ หน้าเงิน ขายชาติ ฯลฯ คนที่ออกมาด่าด้วยคำพูดอย่างนี้ ส่วนใหญ่ ไม่ต้องนั่งรถเมล์ไปทำงาน มีอินเตอร์เนตใช้ มี smart phone มีวันพักร้อน คนเหล่านี้ควรเข้าใจว่าคน "ชั้นล่าง" เหล่านั้น ไม่ได้มีชีวิตเหมือนพวกตน การที่คนเหล่านั้นถูกชักจูง (ด้วยเงิน) ได้อย่างง่ายดาย ก็เพราะว่าพวกเขาต้องการที่จะมีสภาพชีวิต "ที่เหมือน" กับคนกรุงเทพเหล่านั้น คน "ชั้นล่าง" ผิดด้วยหรือที่รับการศึกษามาน้อย ผิดด้วยหรือที่เขาเชื่อเพียงเพราะโลกของเขานั้นแคบกว่า

ผมรู้สึกแย่มากที่เห็นคนมีการศึกษาหลายคน มองคน "ชั้นล่าง" ในแบบนั้น ผมไม่อยากจะพูดว่า "คนไทยเหมือนกัน" เพราะในความเป็นจริงมันไม่ใช่แค่ "คนไทย" คนกลุ่มนั้นด้วยโอกาส บ้างก็ด้อยในความพร้อมทางภูมิประเทศ บ้างก็ด้อยพื้นฐานทางครอบครัว ซึ่งถ้าเราไม่ได้รู้จักถึงที่มาที่ไปของเขา เราไม่น่าจะไปมองว่าเขาเป็นพวกควาย โง่ หรือเห็นแก่เงิน ในจุดนี้ ที่ผ่านมามีสักกี่คนที่พยายามทำอย่างพี่วินทร์ ที่ตั้งโครงการหนังสือ พยายามรณรงค์ให้คนไทยอ่านหนังสือและใช้ความคิดกันมาขึ้น ผมเห็นที่ผ่านมา พอเศรษฐกิจดีขึ้น คนชั้น "elite" ก็กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม นำแนวทางชีวิตที่เต็มไปด้วยวัตถุกลับมาเสนอกันใหม่ ไอแพด ไอโฟน หน้าขาวไร้สิว กระเป๋าแบรนด์เนม เที่ยวเกาหลี ฮ่องกง ฯลฯ มีสักกี่คนจริงๆ ที่มองลงไป "ชั้นล่าง" และถามว่าเขาขาดอะไร เขายังไม่เข้าใจอะไร และอะไรที่เขามองว่านั่นคือ "คุณภาพชีวิต"

จะผิดด้วยไหม หากมีคนบ้านนอกจนๆ ที่ยอมทำในสิ่งที่คนตราหน้าว่า "โง่" และ "เห็นแก่เงิน" เพียงเพื่อให้ได้เงินมาส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ด้วยความหวังว่าในอนาคต ลูกหลานจะได้ฉลาดกว่าตน คิดได้มากกว่าตน มีชีวิตที่ดีกว่าตน

ในเมื่อตัวเลือกที่มีอยู่ ไม่ได้ดีสำหรับทุกคนเสมอไป คนที่จะทำดีได้ที่สุดในตอนนี้ก็คือตัวเราเองไม่ใช่เหรอครับ เราควรเลิกตีโพยตีพาย แล้วก็เดินหน้าทำหน้าที่ของเราต่อไปให้ดีที่สุด พยายามปลูกฝังให้คนใช้ความคิด พิจารณาต่อไป ถึงเวลาเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้ามันไม่ดีจริง คนก็คงเลิกเลือกมันไปเอง (คนที่รู้จักคิด และซื้อไม่ได้ด้วยเงิน)

แค่หวังว่าทุกคน (ทั้งที่สมหวังและผิดหวัง) มองไปข้างหน้าด้วยกันด้วยใจที่เปิดรับ ผลออกมาแล้ว ตอนนี้หมดทางที่จะถอย แต่เรายังพอที่จะค่อยๆ เดินหน้าต่อไปได้ถ้าเราเลิกขัดขากันเองเสียแต่เนิ่นๆ เลิกแบ่งเขาแบ่งเรา แล้วก็พร้อมใจกันช่วยจูงมือเดินกันไป ไม่ช้าก็เร็ว เราก็ต้องผ่านมันไปได้ถ้าเราไม่หยุดเดิน... ใช่ไหมครับ